top of page
Search
Aug 12
2 min read

1. CHANEL



สำหรับ Chanel รุ่นเก่าและรุ่นที่ใช้ระบบ Serial Sticker สามารถพบรหัสได้บริเวณ ด้านในกระเป๋า โดยมักอยู่บน Sticker ที่ติดอยู่กับหนังหรือบริเวณมุมด้านในของกระเป๋า

Serial Number ของ Chanel ในแต่ละยุคมีจำนวนตัวเลขและรูปแบบแตกต่างกัน โดยกระเป๋ารุ่นเก่าจะพบ Sticker ส่วนรุ่นใหม่มีการเปลี่ยนระบบไปใช้ Metal Plate ที่เกี่ยวข้องกับระบบระบุตัวตนแบบดิจิทัล แทน จึงไม่ควรใช้หลักว่า “Chanel ต้องมี Sticker เสมอ” ในการตรวจสอบกระเป๋ารุ่นใหม่

ตำแหน่งที่ควรตรวจสอบ

  • ด้านในช่องหลักของกระเป๋า

  • บริเวณมุมด้านใน

  • Leather Tab หรือส่วนหนังด้านใน

  • รุ่นใหม่ให้ตรวจสอบ Metal Plate / ระบบดิจิทัลตามยุคของสินค้า


2. LOUIS VUITTON



Louis Vuitton เป็นแบรนด์ที่หลายคนเรียกว่า “Serial Number” แต่ในความเป็นจริง รหัสที่พบในกระเป๋ารุ่นเก่าจำนวนมากคือ Date Code ซึ่งใช้บอกข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่และช่วงเวลาการผลิต ไม่ใช่หมายเลขเฉพาะของกระเป๋าแต่ละใบ

สำหรับกระเป๋าที่ผลิตก่อนเดือนมีนาคม 2021 สามารถพบ Date Code ได้บริเวณ Leather Tag ที่เย็บอยู่ตามตะเข็บด้านใน หรือบางรุ่นอาจประทับอยู่บนซับในของกระเป๋า

ตัวอย่างเช่น กระเป๋า Speedy บางรุ่นสามารถพบ Code ได้ บริเวณใต้ช่องกระเป๋าด้านใน

ตั้งแต่ปี 2021 Louis Vuitton ได้เปลี่ยนจาก Date Code ที่มองเห็นได้มาใช้ระบบ Microchip ในสินค้าใหม่ ดังนั้นกระเป๋า Louis Vuitton รุ่นใหม่จึงอาจไม่พบตัวเลข Date Code แบบเดิม

ตำแหน่งที่ควรตรวจสอบ

  • Leather Tag ด้านใน

  • ตะเข็บบริเวณช่องกระเป๋าด้านใน

  • บริเวณใต้ Interior Pocket

  • รุ่นใหม่ให้ตรวจสอบระบบ Microchip


3. GUCCI



Gucci มักมีรหัสตัวเลขอยู่บน ด้านหลังของ Leather Tag ที่ด้านหน้าจะมีข้อความ เช่น “GUCCI” และ “Made in Italy”

โดยทั่วไปให้ลองเปิดกระเป๋าและมองหา Leather Tag ด้านใน จากนั้นพลิกดูด้านหลัง จะพบตัวเลขที่มักเรียงเป็น 2 แถว 

อย่างไรก็ตาม รหัสของ Gucci ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานยืนยันความแท้เพียงอย่างเดียว เพราะรหัสดังกล่าวเกี่ยวข้องกับรูปแบบการผลิต/รุ่น ไม่ได้หมายความว่าเป็นหมายเลขเฉพาะของกระเป๋าแต่ละใบ

สำหรับ Gucci รุ่นที่มี Gucci Authenticity Tag ทางแบรนด์มีระบบ NFC ในสินค้าบางรายการ ซึ่งสามารถใช้สมาร์ตโฟนและแอป Gucci เพื่อเข้าถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้

ตำแหน่งที่ควรตรวจสอบ

  • ด้านหลัง Leather Tag

  • บริเวณด้านในช่องกระเป๋า

  • รุ่นที่รองรับ NFC ให้ตรวจสอบ Authenticity Tag ตามตำแหน่งของรุ่นนั้น


4. DIOR



สำหรับกระเป๋า Dior หลายรุ่นที่ใช้ระบบ Date Code สามารถพบรหัสได้บริเวณ ด้านหลังของ Leather Tag ที่มีข้อความ Christian Dior

ในกระเป๋าบางรุ่นอาจพบรหัสบริเวณใกล้ตะเข็บด้านในหรือด้านหลังช่องกระเป๋า ส่วนกระเป๋า Dior ที่ผลิตในช่วงก่อนปี 1997 อาจไม่มี Serial Number จึงไม่ควรสรุปว่ากระเป๋าไม่มีรหัสแล้วเป็นของปลอม

ตำแหน่งที่ควรตรวจสอบ

  • ด้านหลัง Leather Tag

  • บริเวณตะเข็บด้านใน

  • ด้านหลังช่องกระเป๋า


5. HERMES



Hermès เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้อง เพราะสิ่งที่หลายคนเรียกว่า “Serial Number” จริง ๆ แล้วมักหมายถึง Blind Stamp

Blind Stamp คือรหัสที่ประทับลงบนหนังโดยตรง โดยตำแหน่งจะแตกต่างกันไปตาม รุ่นและปีที่ผลิต

สำหรับ Birkin และ Kelly รุ่นต่าง ๆ ตำแหน่งที่พบได้ เช่น บริเวณสายรัด หรือด้านในกระเป๋า โดยในรุ่นที่ผลิตตั้งแต่ประมาณปี 2016 เป็นต้นมา ตำแหน่งของ Stamp ใน Birkin และ Kelly มักเปลี่ยนมาอยู่บริเวณด้านซ้ายด้านใน

ดังนั้น ไม่ควรค้นหาเป็น Sticker หรือป้ายตัวเลขแบบแบรนด์อื่น

และ Hermès เองระบุว่า การรับรองความแท้ที่สามารถรับประกันได้คือการซื้อผ่าน Hermès หรือช่องทางที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

ตำแหน่งที่ควรตรวจสอบ

  • ด้านในกระเป๋า

  • สายรัดหรือบริเวณใกล้ตะเข็บ

  • ตำแหน่งแตกต่างกันตามรุ่นและปีผลิต


6. CELINE


Celine เป็นอีกแบรนด์ที่ควรใช้คำว่า Date Code มากกว่า Serial Number

โดยทั่วไปจะพบตัวอักษรและตัวเลขประทับอยู่บน Leather Tag หรือซับในด้านในของกระเป๋า และบางรุ่นจะอยู่บริเวณช่องกระเป๋าด้านในหรือใต้ซิป ตำแหน่งและรูปแบบอาจแตกต่างกันไปตามรุ่นและช่วงเวลาที่ผลิต

ตำแหน่งที่ควรตรวจสอบ


 
 
 

Comments


BGBG002.png
รับซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม

เลขที่ 92 ซอย อ่อนนุช 17 แยก 16 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง  กรุงเทพฯ 10250 
เบอร์โทร 02-1253878 , 099 - 6077770

  • Line
  • Instagram
  • Facebook
bottom of page